วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อุปกรณ์นำเข้า  ประเภทตรวจสอบข้อมูลทางกายภาพ

(Biometric Input Device)

เครื่องสแกนม่านตา (Retinal Scan, Iris Scanner)


          เครื่องสแกนม่านตาไม่ได้เป็นสิ่งที่มีตัวตนอยู่เพียงแค่ในภาพยนตร์จินตนาวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่หากได้นำมาใช้ในโลกของความเป็นจริงแล้ว ด้วยประโยชน์ที่เอื้ออำนวยต่อระบบรักษาความปลอดภัย และรวมไปถึงการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์





จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เราทราบได้ว่า สิ่งที่ใช้สำหรับการบ่งชี้ความเป็นบุคคล นอกจากจะใช้ลายนิ้วมือแล้ว ยังสามารถอาศัยลักษณะของตาส่วนที่เป็นสี ซึ่งจะไม่ซ้ำกันในแต่ละบุคคล

        หลักการทำงานของเครื่องแสกนม่านตา คือการยิงแสงเลเซอร์ หรือแสงอินฟาเรดพลังงานต่ำเข้าไปยังลูกตา แต่แสงนี้จะไม่ส่งผลร้ายกับตาคุณเลย เพื่อตรวจจับลักษณะของข้อมูลตามจุดประสงค์ของเครื่อง เพื่อจดจำลักษณะของไอริส(iris-recognition) แล้วเปรียบเทียบกันกับข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ซึ่งไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ใดแล้ว เครื่องนี้ สามารถเก็บรายละเอียดได้มากถึง 236,000 เส้นใน 1 วินาที




ประวัติของเครื่องสแกนม่านตา 
ดร.คาร์เลตัน ซิมอนและ ดร.ไอโซดอร์ โกลด์สไตน์เป็นผู้ออกแบบหลักการของเครื่องสแกนม่านตานี้เป็นครั้งแรกแรก และตีพิมพ์ใน the New York State Journal of Medicine ในปี 1935 แต่เมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนา วงการวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการประดิษฐ์เครื่องนี้ขึ้นใช้งานจริงในปี ค.ศ. 1975 และในปีต่อมา นายโรเบิร์ต บัซ ฮิล จัดตั้งบริษัท EyeDentify จำกัดขึ้นมา เพื่อปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนในที่สุด ปี 1981 จึงได้นำมาใช้งานจริง

ประโยชน์

1. การใช้เพื่อระบบรักษาความปลอดภัย เช่น การระบุตัวตน (Eye-scan identification) เป็นต้น ในองค์กรที่ต้องการการรักษาความปลอดภัยอย่างมาก เช่น FBIที่มีระบบฐานข้อมูลออนไลน์ในการระบุตัวคนร้ายแล้ว, CIA, และ NASA

2.ทางการแพทย์ ใช้เพื่อหาอาการตาบอด, ตรวจอาการเมาสุราหรือยาเสพติด, เอดส์, ซิฟิลิส, มาลาเรีย, อีสุกอีไส, ลิวคีเมีย, การตั้งครรภ์, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง, โลหิตจาง, โรคจากพันธุกรรม, ภาวะหัวใจล้มเหลว, ไขมันในหลอดเลือด, คอเรสเตอรอล เป็นต้น











**ซึ่งข้อมูลนับแต่จุดนี้ไป จะกล่าวถึงข้อมูลที่เครื่องนี้ใช้สำหรับระบบรักษาความปลอดภัย

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเครื่องสแกนม่านตาให้สามารถประมวลผลได้ภายใน 0.3 วินาที ซึ่งในหนึ่งเครื่อง จะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่า 1 หมื่นข้อมูล และสามารถยิงลำแสงเลเซอร์ได้ไกลถึงระยะ 20 นิ้ว ซึ่งราคาของเครื่องนี้มีหลากหลายกันไป (เช่น ภายใต้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Panasonic รุ่นBM-ET200 มีราคา $2500)























ข้อดี

1.วินิจฉัยได้แม่นยำมาก มีความผิดพลาดใกล้เคียง 0%
2.มีความน่าเชื่อถือเนื่องจากลักษณะของตาเราเป็นเอกลักษณ์ ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ หรือซ้ำกันโดยบังเอิญ
3.ให้ผลการทดสอบที่เร็ว


ข้อเสีย


1.ผลการทดสอบการผิดพลาดจากโรคภัยของเจ้าของม่านตา
2.ภาวะสายตาเอียงที่มีค่าเปลี่ยนแปลงอาจทำให้การทดสอบผิดพลาดได้

3.การสแกนม่านตาเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล หากนำไปใช้สแกนโดยไม่ได้รับการยินยอมจากบุคคลนั้นๆ
4. ราคาสูงมาก

ที่มา :

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


Adobe Audition

       เป็นโปรแกรมสำหรับ ตัด-ต่อ เพลงโดยเฉพาะ โปรแกรม Adobe สามารถเปิดไฟล์ Audio หรือ Video ได้เกือบทุกนามสกุล 

ตัดต่อไฟล์เสียงกับ Adobe Audition

ในบางครั้งที่เรามีไฟล์เพลงในรูปแบบ WAV, MIDI หรือ MP3 แล้วต้องการนำไปใช้กับงานพรีเซนเทชัน ใช้กับเว็บเพจ หรือนำไปใช้เพื่อความบันเทิงอื่น ก็สามารถทำได้ด้วยโปรแกรมนี้เลย
เพลงต่างๆ ที่มีให้ฟังในปัจจุบัน คงมีบางเพลงที่อาจจะไม่ถูกใจ เช่น เพลงที่ยาวเกินไปสำหรับคุณ และเพลงที่มีเนื้อหาไม่ถูกใจ ซึ่งคุณเองก็ต้องการที่จะตัดต่อหลายๆ เพลงมารวมกัน หรือแม้แต่เอาบางท่อนออก แล้วต่อด้วยท่อนอื่นๆ เพื่อให้ได้อรรถรถในแบบที่คุณต้องการ และสิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถจัดการได้ด้วยโปรแกรม Adobe Audition ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับใช้บันทึกเสียง, แก้ไข หรือมิกซ์เสียงในรูปแบบหลายๆ แทร็กพร้อมกันโดยโปรแกรมนี้จะทำงานบน ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 98, วินโดวส์ มี, วินโดวส์ 2000 และวินโดวส์ เอ็กซ์พี

วิธีการตัดต่อ

                  เริ่มการตัดต่อไฟล์เพลง โดยเราจะดึงไฟล์ MP3 ขึ้นมาแล้วตัดทอนให้สั้นลงตามต้องการ ซึ่งผู้ใช้งานจะตัดต่อไฟล์ WAVE, MIDI หรือไฟล์เสียงนามสกุลอื่นๆ ได้เช่นกัน
เริ่มจากเปิดโปรแกรมขึ้นมาครับ ก็จะได้หน้าต่างตามรูป




หลังจากนั้นก็ไปที่ File [1] แล้วก็เลือก Open [2]




ก็จะได้หน้าต่างขึ้นมาดังรูป หลังจากนั้นก็เลือกไฟล์เพลง .mp3 ที่ต้องการ [3] แล้วก็กด Open [4]




หลังจากนั้นเครื่องก็จะอ่านข้อมูลเพลงและก็จะขึ้นดังภาพ




หลังจากนั้นก็ทำการคลิกเมาส์ค้างแล้วเลือกส่วนที่ต้องการจะตัดเป็น ringtone [5]


จากนั้นก็ไปที่ Edit [6] แล้วก็ Copy [7] 


จากนั้นก็กด Ctrl+N บนคีย์บอร์ดได้ หรือจะไปที่ File แล้วก็เลือก New ก็ได้ครับ ก็จะปรากฏหน้าต่างเล็กๆดังรูป
Sample Rate [8] ก็คืออัตราการเล่นเพลง kbps ซึ่งยิ่งสูงเสียงยิ่งคมชัด ส่วนยิ่งต่ำเสียงจะไม่ค่อยชัด
Channel [9] ก็คือให้เราเลือกว่าต้องการให้เพลงที่เราต้องการนั้นเป็น Mono หรือ Stereo
Resolution [10] ก็จะเป็นความละเอียดของเสียง ซึ่งถ้าต้องการเสียงที่ชัดก็ปรับตามผมได้เลย จากนั้นก็กด OK [11]





จากนั้นก็จะได้ไฟล์ใหม่ขึ้นมา แล้วก็กด Ctrl+V บนคีย์บอร์ดหรือไปที่ Edit แล้วก็ Paste ได้เลยแล้วถ้ามีส่วนที่ไม่ต้องการในเพลงหลงเหลืออยู่ก็กดลากเมาส์ส่วนที่ไม่ต้องการแล้วกด Delete บนคีย์บอร์ดได้เลย เมื่อถูกใจแล้วก็ไปที่ File [12] แล้วก็เลือก Save as… [13] 


ก็จะได้หน้าต่างขึ้นมา ให้เลือก Save as Type [14] เป็น .mp3  และก็ตั้งชื่อในช่อง Name [15]  แล้วก็เมื่อได้ชื่อที่ต้องการแล้ว ก็กด Save [16] เป็นอันจบ นี่คือขั้นตอนการตัดต่อเพลง


การทำลูกเล่นและเทคนิคเล็กๆน้อยๆ

ถ้าสมมุติเพลงที่เรามีอยู่นั้นค่อยไป อยากทำให้ดังขึ้น เราจะทำยังไง? มีวิธีทำง่ายๆดังนี้



           เริ่มจากเปิดโปรแกรมและเปิดเพลงขึ้นมาตามที่ผมได้กล่าวไว้ด้านบนครับ จนได้ส่วนเพลงที่เราต้องการทำ Ringtone หรือถ้าต้องการแค่เพิ่มเสียงเพลงไว้ฟังเองก็เปิดเพลงออกมาเฉยๆครับ หลังจากนั้นก็ไปที่ Edit [1] แล้วก็เลือก Group Waveform Normalize… [2] 

หลังจากนั้นก็จะได้หน้าต่างขึ้นมา ให้เลือกด้านล่าง Analyze Loudness [3] แล้วเลือก Scan for Statistical Information [4] เพื่อให้โปรแกรมตรวจสอบความดังของเพลงที่มีอยู่แล้ว แล้วก็จะได้ข้อมูลมาตามข้อ [5]

จากนั้นก็ให้เรากดที่ Normalize [6] ด้านล่าง จากนั้นจะมาดูกันที่ [8] ก่อนนะ การที่จะเพิ่มเสียงนั้นจะเพิ่มตามหลักสูตรเลขเลยครับ นั่นก็คือ -2 จะเสียงน้อยกว่า -1 แล้ว -3 ก็จะดังน้อยกว่า -2 ประมาณนี้  1 ก็จะมากกว่า 0 ส่วน 2 ก็จะดังกว่า 1  คิดว่าคงเข้าใจนะ เราก็ทำการอ่านค่าความดังจาก statistic [5] ที่เราได้ scan ไว้ซึ่งถ้ากลับไปดูนั้น Avg คือ -8.87 Db ให้เราดูค่านี้ทุกครั้งที่จะทำการเพิ่มเสียง หลังจากนั้นเราก็อยากจะให้ดังขึ้นอีกสักหน่อยนึง ก็ใส่ไปสัก -2 ในช่องที่ 2 ในข้อ [8] ดู แต่ว่าเมื่อใส่ -2 แล้ว สังเกตุข้อ [7] ดูว่าจะมีขึ้น max percentage over clipping ซึ่งค่านี้ผมแนะนำให้พยายามอย่าให้เกิน 2.0% จะดีที่สุด ถ้าได้ 0% เลยได้จะยิ่งดี ค่านี้หมายความว่าเมื่อเราเพิ่มเสียงนั้น จะมีการเกิด clipping เกิดขึ้นนั่นกคือการที่เสียงแตก เสียงหาย หรือมีเสียงแปลกติ๊กๆเกิดขึ้น ซึ่งจะมากขึ้นตาม % ของ overclip จึงอยากแนะนำให้ต่ำให้มากที่สุดเป็น 0% ได้จะเป็นการดีที่สุดเราจะลองใส่ -6.5 ดูนะ หรือติ๊กข้อแรกไปเลยก็ได้ เพราะข้อแรกจะประมวลค่าความสมดุลและปลอดภัยที่สุดให้ครับ เมื่อตั้งค่าที่ต้องการแล้วก็กด Run Normalize [9] ได้เลย


                 เมื่อทำเสร็จก็จะได้เพลงที่ดังขึ้น(หรือเบาลงโดยทำทางตรงข้าม) แล้วก็ลองฟังดู ถ้าดังไปหรือค่อยไปให้กด Ctrl+Z บนคีย์บอร์ดเพื่อ Undo แล้วทำการเปลี่ยน Db ใหม่ตามข้อ [8] ขอย้ำว่าให้ Undo ก่อนไม่งั้นเสียงเพลงจะแตกถ้าทำซ้ำ จบภาคเพิ่มและลดเสียง


เสียงเพลงที่บางท่านได้มาอาจจะไม่เหมือนกัน บางท่านที่ได้จาก CD เพลงโดยตรงจะคมชัดเหมือนต้นฉบับ แต่บางท่านที่ได้เพลงที่ผ่านมาแล้วหลายตลบก็อาจจะมีเสียงซ่าๆเหมือนเสียงคลื่นวิทยุหรืออะไรสักอย่าง ฟังแล้วน่ารำคาญ ทำให้ฟังเพลงไม่ชัดเชนเท่าที่ต้องการ Adobe Audition สามารถช่วยได้
        เราจะเปิดเพลงที่ต้องการขึ้นมา จากนั้นก็ทำการกด Ctrl+A บนคีย์บอร์ดเพื่อเลือกเนื้อเพลงทั้งหมด(หรือลากเมาส์แล้วเลือกส่วนเพลงที่ต้องการเอาเสียงซ่าออก) หลังจากนั้นก็ไปที่ Effects [1] แล้วก็เลือก Noise Reduction [2] แล้วก็เลือก Hiss Reduction [3] ดังรูป



เมื่อมาดูที่หน้าต่างที่เพิ่งขึ้นมา ด้านเลข [4] จะบอกว่าเสียงซ่าๆที่เราไม่ต้องการนั้นมีมากน้อยเท่าไหร่ ถ้ามันมีไม่มากก็เลือก Light ครับ(ผมแนะนำว่าให้ทำ light ก่อน) ส่วนตรง * นั้น ผู้ที่รู้เรื่องของเสียงและการปรับแต่งอาจจะพอทราบจุดนี้ว่าหมายถึงระดับของเสียงจาก Db ต่ำไปสูง ซึ่งถ้าต้องการแค่ทำเพลงเล็กๆน้อยๆก็ไม่ต้องไปปรับตรงนั้นก็ได้ครับถ้าไม่ชำนาน เมื่อเลือกระดับที่ต้องการเสร็จแล้วก็กด OK [5] ได้เลย แล้วก็ลองฟังดูว่าหายดีหรือเปล่า


มีเหลืออีกอย่างนึงที่หลายๆท่านน่าจะมีคำถามนี้ในใจว่า ทำอะไรก็มีเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายกับเสียงงั้นเหรอ ใช่ครับ แต่ Adobe Audition เองก็มีความสามารถมากพอที่จะตอบคำถามนี้ว่า Adobe Audition ซ่อมด้าย! 
เสียงติ๊กๆแก๊กๆที่ผมพูดถึงมาตั้งแต่ต้นซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจจะทำให้บางท่านรำคาญได้เนื่องจากว่าทำอะไรมากก็ไม่ได้ กลัวเป็นเสียงติ๊กๆแก๊กๆอย่างที่กล่าว แต่ถ้าคุณกล้าเสี่ยงแล้วเจอเสียงนี้ล่ะจะทำยังไง? มีคำแนะนำอันสุดท้ายมาให้ 
เริ่มจากเปิดไฟล์เสียงที่มีเสียงติ๊กๆหรือที่ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า clicks & pops  หลังจากนั้นก็ไปที่ Effects [1] แล้วเลือก Noise Reduction [2] แล้วก็เลือก Click/Pop Eliminator [3] 



เมื่อเข้ามาที่หน้าต่างนี้ เราจะเจอกับอะไรๆไม่รู้มากมายให้ปรับ แต่ข่าวดีคือว่าโปรแกรมนี้ปรับค่ามาให้อย่างสมดุลและปลอดภัยที่สุดแล้ว แต่ถ้ายังอยากจะปรับด้วยตัวเองก็ปรับได้ ดังนั้นถ้าไม่ต้องการยุ่งกับส่วนอื่นๆ เราจะมาดูที่ข้อ [1] ถ้าเรามีเสียงติ๊กๆแก๊กๆเยอะๆมาเป็นระยะสั้นๆ ก็ให้เลือกข้อ Constant Hiss and Crackle  หรือถ้ามีมากกว่านั้นก็ลองดูเป็นข้อ Hiss+Lots of Clicks ดูครับ หลังจากนั้นก็กด OK [2] เพื่อให้โปรแกรมจัดการกับเจ้าเสียงน่ารำคาญนี้ทิ้งซะ



การใช้โปรแกรม Adobe Audition ในการตัดต่อเสียงสามารถปรับแต่งและประยุกต์ในการใช้งานได้โดยไม่ยาก หากผู้ที่อ่านต้องการได้ความรู้เพิ่มเติมหรือเทคนิคในการใช้งานเครื่องมือต่างๆในโปรแกรมควรหาแหล่งความรู้เพิ่มเติม และฝึกฝนการใช้งานกับโปรแกรมเพื่อที่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้โปรแกรม Adobe Audition  สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานีต่าง ๆ ที่ให้บริการทางด้านเสียงเพลงแต่ยังไงก็อย่าอัดเก็บ จนไม่อุดหนุนผลงานของศิลปินและไม่แนะนำให้ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะว่าศิลปินหมดกำลังใจในการทำผลงานของตัวเองออกมาซึ่งอาจจะไม่มีเพลงดีๆให้เราได้ฟังกัน 

คำเตือน: การทำ Hiss Reduction อาจจะก่อให้เกิดเสียง Clip และ Pop ได้เหมือนกับกรณีการเพิ่ม Volume มากเกินไป ซึ่งเดี๋ยวผมจะมาอธิบายวิธีแก้



วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

So Cute




ปอมเมอเรเนียน


          หากพูดถึง สุนัข ตัวเล็กๆ ขนฟูๆ หางเป็นพวง จมูกแหลมๆ ตาแป๋วเป็นประกาย แน่นอนว่าสุนัขที่ว่านี้คือพันธุ์ ปอมเมอเรเนียน  ที่ไม่ว่าใครเห็นเป็นต้องขอจับ ขอสัมผัส ความน่ารักกันใกล้ๆ แต่ที่เห็นน่ารัก ดูบอบบางเหมือนคุณหนูแบบนี้ แท้จริงแล้ว ปอมเมอเรเนียน มีต้นตระกูลมาจาก สุนัข ลากเลื่อนของประเทศไอซ์แลนด์และเลปแลนด์ บริเวณตอนเหนือของทวีปยุโรปโน่นแน่ะ
          ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข ที่ชอบเอาใจใส่กับสิ่งภายนอก เฉลียวฉลาด เหมาะสำหรับเลี้ยงเป็นเพื่อนพอๆ กับเลี้ยงเพื่อการแข่งขัน ชื่อของ ปอมเมอเรเนียน มาจาก Pomeranian ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโปแลนด์และประเทศเยอรมันตะวันออก เหนือแถบทะเลบอลติก โดยแต่เดิมนั้น ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข พันธุ์ใหญ่ที่ใช้ลากเลื่อนและเฝ้าฝูงแกะ มีรายงานว่า ปอมเมอเรเนียน ที่ถูกนำเข้ามาในอังกฤษตัวแรกมีน้ำหนักถึง 30 ปอนด์ แต่ต่อมาได้มีผู้ผสมพันธุ์ ปอมเมอเรเนียน ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนคู่ใจแทนการใช้งาน

          ทั้งนี้ ปอมเมอเรเนียน เริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เมื่อสมเด็จพระราชินี วิคเตอเรีย แห่งอังกฤษ ทรงไปพบ สุนัข พันธุ์นี้และนำกลับมาเลี้ยงในพระราชวังด้วย ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่าควีนวิคตอเรียทรงโปรด สุนัข ปอมเมอเรเนียน มาก แม้กระทั่งวันที่สิ้นพระชนม์ยังทรงให้เอาเจ้า Turi สุนัข ปอมเมอเรเนียน ตัวโปรดมาไว้ข้างพระแท่นบรรทม และเจ้า Turi นี้ก็ได้นอนเฝ้าอยู่จนควีนสิ้นพระชนม์ จึงทำให้พระองค์ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นผู้ที่ทำให้สาธารณชนรู้จักและนิยมเลี้ยง ปอมเมอเรเนียน ตัวเล็ก

          อย่างไรก็ตาม ปอมเมอเรเนียน ที่ถูกพัฒนาจนเล็กลงอย่างที่นิยมเลี้ยงกันอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลงานการพัฒนาของนักผสมพันธุ์ สุนัข ชาวอเมริกา จึงไม่น่าแปลกใจที่ ปอมเมอเรเนียน สายพันธุ์จากอเมริกาได้รับการยอมรับให้เป็นสายพันธุ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ลักษณะสายพันธุ์ สุนัข ปอมเมอเรเนียน

          ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข ที่มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4-6 ปอนด์ หรือราว 1.7-2.5 กิโลกรัม ถ้านำหนักน้อยหรือมากกว่านี้ จะถือว่าไม่ได้มาตรฐานสายพันธุ์  เป็น สุนัข ที่ว่องไวปราดเปรียว มีขนชั้นในที่แน่นและนุ่ม และมีขนชั้นนอกที่หยาบกว่าชั้นใน หางสวยงามเป็นพวงขน และตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สูง หางจะขนานไปกับหลัง โดยลักษณะนิสัยพื้นฐานของ ปอมเมอเรเนียน นี้ คือ จะตื่นตัวเสมอ เห่าเก่ง  มีนิสัยอยากรู้อยากเห็น อวดดี สง่างาม และขณะก้าวย่างแสดงถึงความมีชีวิตชีวา เป็นพันธุ์สมบูรณ์ทั้งรูปร่างและการเคลื่อนไหว

           ศีรษะ 
          ศีรษะจะสมดุลได้สัดส่วนกับลำตัว จมูกยาวเล็กน้อย ตรง มองเห็นชัดเจน ปลายจมูกเชิดเป็นอิสระจากริมฝีปาก การแสดงออกของใบหน้าจะสดใส ร่าเริง คล้ายใบหน้า สุนัข จิ้งจอก หรืออีกนัยหนึ่งคือใบหน้าที่ฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์ กะโหลกจะปิดสนิท ด้านบนสุดของกะโหลกจะกลมเล็กน้อย แต่ไม่เป็นรูปโดมซะทีเดียว เมื่อมองจากด้านหน้าและด้านข้าง จะเห็นใบหูที่ค่อนข้างเล็ก เชิดสูงและตั้งตรงเสมอ เมื่อลากเส้นผ่านปลายจมูกไปยังตรงกลางตาไปยังปลายหูจะได้เส้นตรง นัยน์ตาเป็นสีดำ แววตาสดใสรูปร่างอัลมอนด์ ขนาดปานกลางตั้งอยู่ในตำแหน่งตัวกับกะโหลก นัยน์ตาค่อนข้างชัดเจน ขอบตาและจมูกต้องเป็นสีดำ ยกเว้น ปอมเมอเรเนียน สีน้ำตาล และสีน้ำเงิน (เทา) ฟันสบกันแบบกรรไกร ถ้ามีฟันซี่ใดซี่หนึ่งไม่ตรงก็ยอมรับได้

           ลำตัว ลำคอ

          ลำคอสั้น โดยศีรษะแทบจะติดกับไหล่ ส่วนหลังนั้น ลำตัวกระชับและกะทัดรัด มีซี่โครงและช่วงอกที่ทำงานได้ดี โดยยื่นไปถึงข้อศอก หางดีเป็นพวง เป็นลักษณะเฉพาะพันธุ์ โดยจะขนานไปกับลำตัวส่วนหลัง

           ลำตัวส่วนหน้า
          ลำตัวส่วนหลังจะเป็นตัวชูให้ลำคอ และศีรษะอยู่สูง แสดงถึงความผ่าเผย ไหล่และขามีกล้ามเนื้อปานกลาง ความยาวของใบไหล่ และต้นแขนจะเท่ากัน ขาหน้าจะตรงและขนานกับความสูงจากศอกถึงตะโหนก เท่ากับความสูงจากศอกถึงพื้น ข้อเท้าตรงและแข็งแรง เท้าได้รูปหุบสนิท ไม่บิดเข้าหรือบิดออก ขณะยืนจะรับน้ำหนักตัวได้ดี อาจต้องมีการตัดนิ้วติ่ง

           ลำตัวส่วนท้าย

          มุมของลำตัวส่วนท้ายจะสมดุลกับลำตัวส่วนหน้า สะโพกสวย ต้นขามีกล้ามเนื้อปานกลาง ข้อเท้าบิดเล็กน้อย ข้อเท้าได้ฉากกับพื้น และขาจะตรงและขนานกับอีกข้าง ขอบเท้าชัดเจน เท้าหุบสนิท ไม่บิดเข้าหรือบิดออก สุนัขยืนอยู่บนนิ้วเท้าได้อย่างดี อาจต้องมีการตัดนิ้วติ่ง

           การก้าวย่าง และเคลื่อนไหว

          ปอมเมอเรเนียน มีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล เป็นอิสระ สมดุลและกระฉับกระเฉง มีแรงส่งตัวไปด้านหน้าได้ดี เพราะมีแรงขับจากลำตัวส่วนท้าย ขาหลังจะเดินตามรอยขาหน้าในข้างเดียวกัน เป็นการเดินและเคลื่อนไหวที่สมดุล ขณะเคลื่อนไหวจะไม่มีการเหวี่ยงเท้าเข้าหรือออกจากลำตัว ลำตัวด้านบนยังคงได้ระดับ ซึ่งดูแล้วลักษณะทั้งหมดจะสมดุล

           ขนและสีขน
          ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข ที่มีขนสองชั้น ขนชั้นในนิ่มและแน่น ขนชั้นนอกจะยาวตรงหยาบกว่า แต่จะส่องแสงแวววาว ขนชั้นในจะหนาเพื่อปกป้องลำตัวของ สุนัข โดยขนจะแน่นตั้งแต่ลำคอ ไหล่ และอก ขนชั้นนอกบริเวณไหล่ อก ค่อนข้างมาก ขนบริเวณศีรษะและขาจะน้อยและสั้นกว่าส่วนอื่น (โดยเฉพาะลำตัวและไหล่จะยาวที่สุด) ลำตัวส่วนหน้าจะมีขนปกคลุมไปจนถึงข้อเท้าหางจะมีขนชั้นนอกที่ยาว แข็ง ปกคลุม อาจต้องมีการตัดเล็มขนบ้างซึ่งยอมรับได้

          ส่วนมีสีขนของ ปอมเมอเรเนียน จะมีหลายสี หลายแบบ เช่น ดำและน้ำตาล สีผสมหรือสีทองออกส้ม สีขาว ที่มีสีอื่นร่วมบริเวณศีรษะ หรืออีกประเภทที่เรียกว่า open elasses คือจะมีสีแดง สีส้ม สีครีม สีดำ สีน้ำตาล สีเทา เป็นต้น


อาหารและการเลี้ยงดู ปอมเมอเรเนียน

          การดูแลขนของ ปอมเมอเรเนียน ต้องได้รับการแปรงขนทุกวันหรืออาทิตย์ละสองครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อที่จะให้ขนที่หนาและสวยไม่พันกัน ขนของ ปอมเมอเรเนียน ต้องการการเล็มบ้างแค่ครั้งคราว ส่วนการดูแลหูและเล็บเป็นประจำเป็นสิ่งที่แนะนำรวมกับการอาบน้ำ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรอาบน้ำให้ ปอมเมอเรเนียน บ่อยมากจนเกินไป เพราะการอาบน้ำบ่อยจะทำให้หนังและขนเแห้งจนเกินไป เนื่องจากน้ำมันที่จำเป็นถูกล้างออกไปหมด

          นอกจากการดูแลขนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่มากที่สุดสำหรับ สุนัข ปอมเมอเรเนียน คือการได้รับการดูแลสุขภาพปากและฟันเป็นอย่างดี เนื่องจาก ปอมเมอเรเนียน ง่ายต่อการสูญเสียฟันอันเนื่องมาจากปัญหาฟันผุ หรือสุขภาพเหงือกไม่ดี จึงต้องมั่นทำความสะอาดฟันให้เป็นประจำ และควรให้อาหารชนิดแห้งเพื่อลดปัญหาสุขภาพปากและฟัน


โรคและวิธีป้องกัน

          สุนัข แต่ละพันธุ์มีโรคประจำที่แตกต่างกันออกไป เช่น สุนัข พันธุ์โกลเด้น ก็มีปัญหาโรคข้อสะโพกเสื่อม สุนัข พันธุ์คอกเกอร์ สเปเนียล ก็พบปัญหาเรื่องโรคหูอักเสบ สุนัข พันธุ์พุดเดิ้ลก็มีปัญหาโรคหัวใจโต สุนัข พันธุ์ดัลเมเชี่ยนก็เจอโรคหูหนวก สุนัข พันธุ์ดัชชุน ก็มีปัญหาโรคหมอนรองกระดูก ฯลฯ ปอมเมอเรเนียน ก็มีปัญหาเหมือนกัน โดยมี 4 โรคที่ ปอมเมอเรเนียน พึงสังวรไว้ คือ

          1. โรคลูกสะบ้าเคลื่อน โรคนี้พบได้บ่อยสุด คือ มีอาการเจ็บเข่าจนต้องยกขาไม่ลง ถ้าไม่เป็นมาก ก็รักษาด้วยการกินยา แต่ถ้าเป็นมากต้องพึ่งหมอผ่าตัด  อย่างไรก็ดี โรคนี้ป้องกันได้โดยอย่าปล่อยให้ ปอมเมอเรเนียน ของเราอ้วนเกินไป และคอยดูแลไม่ให้เขาหล่นหรือโดดลงจากที่สูง ส่วนสถานที่ที่เลี้ยงนั้นไม่ควรเป็นพื้นลื่นจำพวกกระเบื้อง พื้นหินขัด,หินอ่อน หรือแกรนิต ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้ ปอมเมอเรเนียน ที่มีปัญหาลูกสะบ้าขยายพันธุ์

          2. โรคหลอดลมตับ เป็นอีกโรคมักพบบ่อยๆ ใน ปอมเมอเรเนียน อาการที่พบ คือ ไอแห้งๆ เสียงดังมาก ซึ่งพบบ่อยเวลาที่ตื่นเต้นหรืออากาศเย็น ดังนั้น จึงอย่าปล่อยให้มันอ้วนเกินไป และพยายามอย่าให้เขาอยู่ในที่ที่อากาศร้อนและชื้นเกินไป และที่สำคัญเวลาจูงเดินเล่นควรใช้สายจูงชนิดสายรัดอก แทนสายจูงกับปลอกคอหรือโซ่คอ

          3. ขนร่วง ปัญหาโรคขนร่วงที่พยบ่อยใน ปอมเมอเรเนียน ก็คือโรค Black Skin หรือ BSD ซึ่งทำให้ผิวหนังไม่มีขนและมีจี้ดำ เกิดจากหลายสาเหตุรวมกัน เช่น โรคไทรอยด์ต่ำ,ZEMA,ไรขี้เรื้อนและเชื้อรา ซึ่งวิธีแก้ไข คือ ควรรีบพา สุนัข ที่มีปัญหาโรคผิวแห้งไปพบสัตว์แพทย์โดยเร็ว

          4. โรคหนังตาม้วนเข้า โรคนี้สามารถพบใน สุนัข ปอมเมอเรเนียน แต่ไม่พบบ่อยเหมือน สุนัข พันธุ์เชาว์-เชาว์ หรือชาร์ไป ซึ่งวิธีแก้ไขคือต้องทำการผ่าตัดโดยสัตวแพทย์