วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อุปกรณ์นำเข้า  ประเภทตรวจสอบข้อมูลทางกายภาพ

(Biometric Input Device)

เครื่องสแกนม่านตา (Retinal Scan, Iris Scanner)


          เครื่องสแกนม่านตาไม่ได้เป็นสิ่งที่มีตัวตนอยู่เพียงแค่ในภาพยนตร์จินตนาวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่หากได้นำมาใช้ในโลกของความเป็นจริงแล้ว ด้วยประโยชน์ที่เอื้ออำนวยต่อระบบรักษาความปลอดภัย และรวมไปถึงการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์





จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เราทราบได้ว่า สิ่งที่ใช้สำหรับการบ่งชี้ความเป็นบุคคล นอกจากจะใช้ลายนิ้วมือแล้ว ยังสามารถอาศัยลักษณะของตาส่วนที่เป็นสี ซึ่งจะไม่ซ้ำกันในแต่ละบุคคล

        หลักการทำงานของเครื่องแสกนม่านตา คือการยิงแสงเลเซอร์ หรือแสงอินฟาเรดพลังงานต่ำเข้าไปยังลูกตา แต่แสงนี้จะไม่ส่งผลร้ายกับตาคุณเลย เพื่อตรวจจับลักษณะของข้อมูลตามจุดประสงค์ของเครื่อง เพื่อจดจำลักษณะของไอริส(iris-recognition) แล้วเปรียบเทียบกันกับข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ซึ่งไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ใดแล้ว เครื่องนี้ สามารถเก็บรายละเอียดได้มากถึง 236,000 เส้นใน 1 วินาที




ประวัติของเครื่องสแกนม่านตา 
ดร.คาร์เลตัน ซิมอนและ ดร.ไอโซดอร์ โกลด์สไตน์เป็นผู้ออกแบบหลักการของเครื่องสแกนม่านตานี้เป็นครั้งแรกแรก และตีพิมพ์ใน the New York State Journal of Medicine ในปี 1935 แต่เมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนา วงการวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการประดิษฐ์เครื่องนี้ขึ้นใช้งานจริงในปี ค.ศ. 1975 และในปีต่อมา นายโรเบิร์ต บัซ ฮิล จัดตั้งบริษัท EyeDentify จำกัดขึ้นมา เพื่อปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนในที่สุด ปี 1981 จึงได้นำมาใช้งานจริง

ประโยชน์

1. การใช้เพื่อระบบรักษาความปลอดภัย เช่น การระบุตัวตน (Eye-scan identification) เป็นต้น ในองค์กรที่ต้องการการรักษาความปลอดภัยอย่างมาก เช่น FBIที่มีระบบฐานข้อมูลออนไลน์ในการระบุตัวคนร้ายแล้ว, CIA, และ NASA

2.ทางการแพทย์ ใช้เพื่อหาอาการตาบอด, ตรวจอาการเมาสุราหรือยาเสพติด, เอดส์, ซิฟิลิส, มาลาเรีย, อีสุกอีไส, ลิวคีเมีย, การตั้งครรภ์, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง, โลหิตจาง, โรคจากพันธุกรรม, ภาวะหัวใจล้มเหลว, ไขมันในหลอดเลือด, คอเรสเตอรอล เป็นต้น











**ซึ่งข้อมูลนับแต่จุดนี้ไป จะกล่าวถึงข้อมูลที่เครื่องนี้ใช้สำหรับระบบรักษาความปลอดภัย

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเครื่องสแกนม่านตาให้สามารถประมวลผลได้ภายใน 0.3 วินาที ซึ่งในหนึ่งเครื่อง จะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่า 1 หมื่นข้อมูล และสามารถยิงลำแสงเลเซอร์ได้ไกลถึงระยะ 20 นิ้ว ซึ่งราคาของเครื่องนี้มีหลากหลายกันไป (เช่น ภายใต้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Panasonic รุ่นBM-ET200 มีราคา $2500)























ข้อดี

1.วินิจฉัยได้แม่นยำมาก มีความผิดพลาดใกล้เคียง 0%
2.มีความน่าเชื่อถือเนื่องจากลักษณะของตาเราเป็นเอกลักษณ์ ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ หรือซ้ำกันโดยบังเอิญ
3.ให้ผลการทดสอบที่เร็ว


ข้อเสีย


1.ผลการทดสอบการผิดพลาดจากโรคภัยของเจ้าของม่านตา
2.ภาวะสายตาเอียงที่มีค่าเปลี่ยนแปลงอาจทำให้การทดสอบผิดพลาดได้

3.การสแกนม่านตาเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล หากนำไปใช้สแกนโดยไม่ได้รับการยินยอมจากบุคคลนั้นๆ
4. ราคาสูงมาก

ที่มา :

1 ความคิดเห็น: